วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อต้องเลือกเพลงให้ทารกฟังในครรภ์

เมื่อต้องเลือกเพลงให้ทารกฟังในครรภ์


ผมเคยฟังคุณพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ พูดถึงลูกชายวัย 5 ขวบของตนอย่างภาคภูมิใจว่า “ลูกเป็นเด็กร่าเริง” ฉลาดเพราะทุกเช้าก่อนไปทำงานผมต้องเปิดเพลงเบาๆ ประเภทเพลงคลาสสิคให้คุณภรรยาซึ่งกำลังตั้งครรภ์ลูกชายคนนี้ได้ฟังทุกเช้า ลูกจึงเกิดมาเป็นเด็กอารมณ์ดี และร่าเริงมีสุขภาพจิตที่ดี ผมนั่งฟังอยู่ใกล้ๆ และเห็นด้วยกับความเป็นจริงข้อนี้ เพราะเรื่องที่เป็นเรื่องจริงตามธรรมชาติ
ครั้งหนึ่งเมื่อสิบห้าปีมาแล้วเคยมี บริษัทแห่งหนึ่งในต่างประเทศผลิต “Voice Box” ออกมาจำหน่ายด้วยคำโฆษณาว่า เสียงจะช่วยให้เด็กฉลาดเพราะเสียงเป็นพลังชนิดหนึ่งจะช่วยกระตุ้นการเจริญ เติบโตของสมอง ผมตื่นเต้นมากกับข่าวอันนี้และในฐานะที่เป็นสูติแพทย์ก็รู้สึกมีความยินดี เป็นอย่างยิ่งกับวิวัฒนาการแบบใหม่ เพื่อใช้ในการกระตุ้นทารก ถึงแม้จะอยู่ในครรภ์ของแม่ ข่าว “Voice Box” ดังกล่าวมาแล้วก็หายเงียบไป ไม่แพร่หลายอย่างที่คิดเสียงที่นำมากระตุ้นสมองของทารก ซึ่งบรรจุอยู่ใน “Voice Box” เครื่องนั้นไม่มีเสียงเพลงอะไรเลยนอกจากเสียงดังเหมือนเสียงกลองคนป่า แอฟริกามันคงไม่มีความไพเราะอะไรเลย แน่นอนทารกได้ยินและเป็นการกระตุ้นสมองอย่างแน่นอน แต่ทารกชอบเสียงดังเหมือนกลองนั้นหรือเปล่า มีความสุขกับเสียงที่ได้ยินนั้นหรือเปล่า
ผมเชื่อว่า “ไม่” นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “Voice Box” ไม่แพร่หลายเป็นที่ต้องการของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ทั่วๆ ไป เสียงย่อมกระตุ้นครรภ์ได้แน่นอน แต่ว่าจะเป็นเสียงประเภทไหน…
คุณคิดว่าควรเป็นเสียงประเภทไหน… ใช่ครับควรเป็นเสียงเพลงที่ฟังแล้วไพเราะฟังแล้วเสนาะโสต ฟังแล้วมีความสุข ฟังแล้วเจริญหู เจริญใจ
มีครับ เพลงคลาสสิกบีโทเฟ่นนัมเบอร์ไฟว์เป็นเพลงยอดนิยมที่เกจิอาจารย์หลายท่านแนะ นำผมจึงต้องไปหาซื้อเพลงบีโทเฟ่น นัมเบอร์ไฟว์ที่ว่านี้มาฟัง ทำนองบรรเลงเพลงเป็นจังหวะจะโคน สูงๆ ต่ำๆ มีการกระแทกเป็นระยะๆ ฟังแล้วได้อารมณ์ คุณๆลองไปหามาฟังสิครับ
“เธ้ม เธ้ม เธ้ม เหธ่ม เธ้ม เธ้ม เธ้ม เหธ่ม” อะไรทำนองนี้แหละ หามาฟังกันเองเองก็แล้วกันนะครับ
พูดถึงเรื่องเพลงนี้มันมีอิทธิพลต่ออารมณ์เป็นอย่างมาก แม้ทารกจะอยู่ในท้องก็ตาม
อารมณ์ของเพลงนั้นจะมีผลต่ออารมณ์ของ แม่โดยตรง เมื่อแม่ฟังเพลงที่ชอบฟังแล้วมีความสุข ความสุขนั้นแม่ก็จะส่งไปยังทารกที่นอนอยู่ในครรภ์ ขณะเดียวกันทารกที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงเพลงนั้นผ่านท้องของแม่ได้ด้วยตัวเอง ถ้าหากเป็นเพลงที่ดี ฟังแล้วทำให้เกิดความสุขนั่นหมายความว่าถูกโฉลกกับความต้องการของทารก ผลในทางบวกก็ย่อมจะเกิดขึ้นตามมา
มีคนเคยทดลองอิทธิพลของเสียงเพลงต่อ สรรพสิ่งมีชีวิต อย่าว่าแต่มนุษย์เลยครับ เขาเคยทำการทดลองเปิดให้กับพืชด้วยซ้ำไป เพลงที่มีความหมายไพเราะ ฟังแล้วให้ความบันเทิง เมื่อพืชดอกได้ฟังอยู่เสมอ ปรากฏว่าออกดอกสวยงาม แต่ในทางตรงกันข้าม เปิดเพลงที่ไม่เป็นภาษาเพลง ฟังแล้วมีแต่ความหนวกหู ฟังแล้วสร้างความรำคาญอย่าว่าแต่ทารกในครรภ์เลยครับ แม้แต่พืชได้ฟังก็เหี่ยวเฉาครับ
ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเสียงเพลงนั้นจะมีอิทธิพลต่อผู้ฟังเป็นอย่างมาก รวมถึงทารกในครรภ์ด้วย
ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูก เกิดออกมาแล้วมีความฉลาดและฉลาดไปพร้อมๆ กัน ทั้งฉลาดทางความคิดคือ IQ และฉลาดทางอารมณ์คือ EQ ไม่ต้องการให้เด็กฉลาด สมองดี แต่เป็นเด็กเก็บกด ไม่มีความสุขในชีวิต หากจะเลือกเพลงมาฟังขณะที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ผมแนะนำว่าควรจะเลือกหาเพลงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพลงอมตะ ได้ฟังเมื่อไหร่ก็มีความไพเราะเมื่อนั้น เป็นเพลงที่อมตะไม่ใช่เพลงที่มีความไพเราะเพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว ก็น่าจะใช้ได้ ลองดูนะครับ
ผมอยากเตือนคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายที่ เห่อลูกมากๆอยากให้ลูกเกิดมาแล้วเป็นเด็กอัจฉริยะ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกฉลาดด้วยการกระตุ้นด้วยวิธีการต่างๆ นานา ขณะที่อยู่ในครรภ์ของแม่ก็ปรากฏว่าสมองมีการพัฒนาเกินวัยสร้างความสับสนใน ตัวเด็กซึ่งสุดท้ายจะเป็นสาเหตุของโรคหนึ่งที่คุณๆ รู้จักกันดี คือโรคออทิสติกไงล่ะครับซึ่งทางการแพทย์สรุปถึงสาเหตุออกมาว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะสมองของเด็กมีการเจริญเติบโตพัฒนาขึ้นมาอย่างไม่เป็นระบบสร้างความ สับสนในตัวเด็ก เปรียบเสมือนสนามบินที่ใหญ่โตมโหฬารเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยที่คนใช้ ยังไม่ค่อยจะเป็น จึงเกิดความสับสนขึ้นมาเครื่องบินจะขึ้นจะลงก็ลำบากและอันตราย สู้อยู่เฉยๆ จะสนุกกว่าก็เหมือนเด็กออทิสติกนั่นแหละ
 

ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.160 November 2006

งานวิจัย

Lovely Baby Bach, Beethoven & Mozart เพลงเพื่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ จนถึงเด็กอายุ 4 ขวบ

ข่าวบันเทิง ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 25 เมษายน 2551 11:56:07 น.
กรุงเทพฯ--25 เม.ย.--โซนี่ บีเอ็มจี มิวสิค
Raimond Lap กับผลงานชุด The Famous Composers Series  ซึ่งประกอบด้วยผลงานชิ้นอมตะของศิลปินคลาสสิคระดับโลกอย่าง Bach, Beethoven และ Mozart
จากผลงานการวิจัยหลายๆ ชิ้น สรุปได้ว่าดนตรีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของพัฒนาการในเด็กตั้งแต่ปีแรก
และการวิจัยนี้ยังเผยอีกว่า เพลงคลาสสิคมีส่วนในการกระตุ้นสมองของเด็กโดยช่วยเสริมสร้างให้เด็กมีการ พัฒนาทางด้านอารมณ์  สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้นในระดับที่สูงขึ้น ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า ‘Create a better world, starts with music at birth’

เพลิดเพลินกับเสียงเพลงและดนตรี


ตอนนี้เมื่อลูกน้อยของคุณได้ยินเสียงจากประสาทหูเทียมแล้ว ไม่ว่าจะข้างเดียวหรือสองข้างก็ตาม คุณคงจะตื่นเต้นที่จะได้เริ่มทำกิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านทักษะ การฟัง การพูดและภาษาให้กับลูก ผู้ปกครองหลายท่านมักจะถามว่า “ฉันจะทำอะไรเพื่อช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การฟังและเพลิดเพลินกับเสียงต่างๆ ได้บ้าง?” บ้างก็ถามว่า “ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกของฉันได้ยินเสียงหรือจะจำการตอบสนองของเขาได้ อย่างไร?” กิจกรรมทางดนตรี เช่น การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง ตามจังหวะ และการเล่นนิ้วมือ เป็นเกมที่สนุกสนานและเหมาะสำหรับเล่นกับลูกตั้งแต่แรกเริ่ม กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกของคุณฟัง มีส่วนร่วม เปล่งเสียงบ่อยขึ้น ให้ความสนใจ และเลียนแบบเสียงและท่าทาง

ทารกทุกคนจะเลียนแบบท่าทางจากจังหวะหรือเพลงได้ก่อนการเลียนเสียงและคำ คุณสามารถเลือกเพลงหรือกิจกรรมที่คุณจะได้จากตอนเป็นเด็กได้ตามใจชอบ ’ “’”โดยไม่ต้องกังวลว่าจะร้องเพราะหรือเปล่า ’เพราะลูกของคุณไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก การที่คุณได้ทำกิจกรรมร่วมกันจะเป็นความสุขที่คุ้มค่าแก่ความพยายาม เปิดเพลงหรือจังหวะเดิมซ้ำๆ แล้วคุณอาจได้รู้ว่าเพลงไหนเป็นเพลงโปรดของลูกคุณ’

หลังจากที่เด็กคุ้นเคยกับเสียงเพลง จังหวะ และการเล่นนิ้วแล้ว ลองตัดท่าทางออกไปและเปิดเสียงเพลงหรือให้จังหวะอย่างเดียว ลูกของคุณแสดงท่าทางที่เหมาะสมเฉพาะเวลาได้ยินเสียงเพลงหรือการให้จังหวะ อย่างเดียวหรือเปล่า? ถ้าไม่ ให้มองตาเด็กเพื่อทำสัญญาณแสดงการฟัง ถ้าจำเป็นให้แสดงสัญญาณอีกครั้งโดยให้ท่าทางประกอบสักท่าสองท่า ทักษะนี้อาจพัฒนาได้ก่อนที่คุณจะได้ยินลูกพยายาม“ร้องตาม”เสียอีก

เกมและของเล่นที่มีเสียงหรือดนตรี เป็นอีกทางหนึ่งที่จะกระตุ้น’ทักษะการฟังและการรับรู้เสียงเบื้องต้นของลูก คุณได้ ทั้งนี้เรามีวีดิโอคลิปสั้นๆของคุณแม่ ลูกน้อยของเธอ และผู้เชี่ยวชาญการช่วยเหลือเด็กเล็กให้ชมเป็นตัวอย่าง

วีดิโอคลิป

วีดิโอคลิปสั้นๆสามเรื่องได้แก่ “แมงมุมลายตัวนั้น (Itsy Bitsy Spider)” “เพลงยามเช้า (The Morning Song)”และ “ลูกลิงห้าตัว (Five Little Monkeys)” คุณแม่รายนี้เลือกที่จะให้ลูกของเธอนั่งบนเก้าอี้สูงสำหรับเด็กเพื่อทำ กิจกรรม วิธีนี้ช่วยให้เด็กอยู่กับที่และดึงความสนใจของเด็กได้ บ้างเลือกที่จะให้ลูกนั่งบนตัก ที่โต๊ะสำหรับเด็ก’ หรือนั่งด้วยกันบนพื้น คุณแม่เลือกที่จะนั่งข้างๆ ลูกซึ่งเป็นเทคนิคการฟังที่ให้ผลดีมากกว่าการนั่งตรงข้ามกัน อย่างไรก็ตามคุณควรเลือกวิธีที่รู้สึกสบายและเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับคุณและลูก
การแสดงสัญญาณการฟัง เช่น การชี้ไปที่หูของลูก’ จะช่วยสร้างเสริมกิจวัตรการฟังและบอกให้ลูกรู้ว่าถึงเวลาต้องฟังแล้ว
การเว้นช่วงเพื่อรอปฏิกิริยาหรือการตอบสนองจากเด็กนับเป็นอีกกลยุทธ์ที่สำคัญในการกระตุ้นการตอบสนองให้เพิ่มขึ้น
การที่ผู้ปกครองเลีัยนแบบท่าทางหรือเสียงของเด็ก’ สามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกแสดงพฤติกรรมที่ต้องการได้

การตอบสนองของทารก

โดยทั่วไปเด็กทารกมักจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงและเรียนรู้ที่จะจดจำ เสียงบางอย่างในช่วงสองสามสัปดาห์แรกของการใช้ประสาทหูเทียม ประเภทของการตอบสนองที่อาจเกิดขึ้นได้แก่:
  • การโยกตัวตามจังหวะหรือเสียงเพลง
  • หยุดทำิกิจกรรมหรือเงียบไป
  • ตาเบิกกว้าง/ตาเป็นประกาย
  • ยิ้ม
  • ทำกิจกรรมมากขึ้น
  • จ้องตาไม่กระพริบ
  • เลียนแบบการเคลื่อนไหวบางอย่าง (ท่าทาง)
  • ออกเสียงดังขึ้น
  • เด็กใช้ “สัญญาณการฟัง” กับพ่อแม่ (ชี้ไปที่หูของเธอ)
  • เด็กแสดงอาการบ่งบอกว่าเสียงหายไปเมื่อคอยล์หลุดออกจากหู (ชี้ไปที่หู)
     
คราวนี้ลองดูวีดิโอคลิปกัน คุณเห็นการตอบสนองใดบ้าง? คุณแม่ในเรื่องทำอะไร?
คุณสังเกตเห็นอะไรอีกบ้าง?
  •  คุณแม่  ได้หยุดเว้นจังหวะให้เด็กได้ตอบสนองหรือแสดงการโต้ตอบหรือไม่?
  • คุณแม่แสดงสัญญาณว่าให้ฟังกับเด็กหรือเปล่า?
  • เด็กได้ใช้สัญญาณการฟังเพื่อบอกว่าเธอได้ยินหรือไม่?
  • เด็กให้ความสนใจดีหรือไม่?
  • เด็กเลียนแบบการเคลื่อนไหวนิ้วตามจังหวะที่ถูกต้องหรือไม่?
  • คุณเห็นปฏิกิริยาใดๆ บนใบหน้าของเด็กหรือไม่’ เช่น รอยยิ้ม?
  • เด็กแสดงท่าทางอาการว่าเธอได้ยินเสียงของเล่นหรือไม่? อย่างไร?
  • เด็กเปล่งเสียงออกมาหรือไม่?

วีดิโอ 1. "แมงมุมลายตัวนั้น"

วีดิโอ 2. "เพลงยามเช้า"

วีดิโอ 3. "ลูกลิงห้าตัว"

ตอนนี้ถึงตาคุณแล้ว ลองทำกิจกรรมสั้นๆ กับลูกของคุณ ร้องเพลงหรือให้จังหวะเดิมซ้ำๆ และคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงใน’ปฏิกิริยาและการตอบสนองของลูกน้อยเป็นระยะๆ จากนั้นจดรายการการตอบสนองต่างๆ ของลูกคุณเอาไว้ เสียงเพลงหรือจังหวะที่มีการเคลื่อนไหวนิ้วประกอบดังตัวอย่างข้างต้นจะช่วย เรียกความสนใจของเด็กที่เริ่มหัดฟังได้’ ถ้าคุณมีกล้องวีดิโออยู่ที่บ้าน จะลองอัดเทปตอนทำกิจกรรมไว้ก็ได้ แล้วคุณอาจจะได้เห็นในสิ่งที่คุณไม่ทันสังเกตระหว่างทำกิจกรรม แถมสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ จะได้มีโอกาสดูด้วย

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมการเข้าจังหวะ

กิจกรรมเข้าจังหวะ :
 
การ ใช้กิจกรรมเข้าจังหวะในการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้รับการอบรม สัมมนา ให้ความสนุกสนานรื่นเริง เป็นการจัดขึ้นในรูปแบบรวมกลุ่ม ช่วยสร้างมนุษยสัมพันธ์ กิจกรรมเข้าจังหวะเป็นกิจกรรมที่นิยมใช้ในช่วงเวลาของการพบปะสังสรรค์ กิจกรรมนี้จะใช้จังหวะของเพลง หรือดนตรีประกอบการเคลื่อนไหว ซึ่งช่วยสร้างทักษะพื้นฐานของการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความสัมพันธ์กันอย่างดี ระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย

 
1.  
การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ (Non - Locomotor Movements) หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่เคลื่อนที่ไปจากจุดนั้นเลย เช่น การก้มต้น การเหวี่ยงแขนขา การเหยียดตัว การบิดตัว การดึง การสั่น การโยกตัว การเอียงตัว เป็นต้น
2.  
การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ (Locomotor Movements) หมายถึง การเคลื่อนไหวจากที่หนึ่ง หรือจุดหนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง หรืออีกจุดหนึ่ง เช่นการเต้น การวิ่ง การกระโดด เขย่ง การกระโจน การกระโดดสลับเท้า การสไลด์ การควบม้า การเดินสองก้าว การเดินโพลก้า การเดินชาติช เป็นต้น
 
เทคนิคการสอนกิจกรรมเข้าจังหวะ
 
1.
สอนรูปแบบการจับคู่และทิศทางการเคลื่อนไหว
2.
การเลือกสอนเพลงที่ง่าย สั้น และเข้าใจง่าย
3.
สอนร้องเพลง หรือฟังเพลง และปรบมือเข้าจังหวะเพลงก่อน
4.
สาธิตท่าทางประกอบเพลง
5.
ดำเนินการสอนแบบเป็นขั้น เป็นตอน ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง
6.
ให้สมาชิกฝึกปฏิบัติและสังเกตการเรียนการสอน ดูความสนใจของสมาชิก
7.
อธิบายประโยชน์และการนำไปใช้ในขบวนการกลุ่ม
 

การเคลื่อนไหวและจังหวะเพื่อพัฒนาสมอง



การเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะรูปแบบต่างๆ
                1.  การเคลื่อนไหวร่างกายแบบอยู่กับที่  เช่น การตบมือ  ตบเข่า  ผงกศีรษะ  การเหวี่ยงแขน  ย่ำเท้า  เคาะเท้า  ขยิบตา  เคลื่อนไหวมือ  เท้า  นิ้วมือ  นิ้วเท้า  เป็นต้น
                2.  การเคลื่อนไหวร่างกายแบบเคลื่อนที่ แบ่งเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐานได้แก่  คลาน  คืบ  กระโดด  กลิ้งตัว  ถัด  วิ่ง  เป็นต้น  นอกจากนี้ก็มีการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะช้า  จังหวะเร็ว  จังหวะหยุด  เช่น  ควบม้า  กระโดด  สไลด์  การเคลื่อนไหวประกอบดนตรี อาจจะเป็นเพลงบรรเลง หรือ เพลงที่มีเนื้อร้อง คำคล้องจอง  การเคลื่อนไหวในทิศทาง และระดับต่างๆ  เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายระดับสูง (ทำท่าทางบินสูงๆ , ยืดตัวสูงๆ)  เคลื่อนไหวร่างกายระดับต่ำ ( เคลื่อนไหวร่างกายเลียนแบบหนอนที่คืบคลานอยู่ตามพื้นดิน) การเคลื่อนไหวร่างกายพร้อมอุปกรณ์ เช่น  เชือก  ห่วง  ผ้า  กระดาษ  ใบไม้  ลูกบอล  ยางยืด  ฯลฯ
การเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์
1.       กิจกรรมสำรวจรูปร่าง หน้าตา และอวัยวะต่างๆของตนเอง
2.       กิจกรรมสร้างสรรค์ท่าทางส่วนต่างๆของร่างกาย  เช่น การยืดตัว  งอตัว  เอี้ยวตัว  บิดตัว  การทำท่าทางเปิด  ปิด  เล็ก  ใหญ่  กว้าง  แคบ  เป็นต้น
 กิจกรรมฝึกจังหวะสร้างสรรค์  เช่นการใช้อวัยวะต่างทำจังหวะด้วยตนเอง   การทำจังหวะด้วยการเปล่งเสียงต่างๆ  การทำจังหวะ ช้า-เร็วด้วยอุปการณ์ต่างๆ  เช่นการเคาะ  เขย่า  ตี  เป็นต้น 
กิจกรรมพัฒนาระบบสร้างสมดุลของร่างกาย  เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายในแนวราบ  แนวดิ่ง  และรอบตัวเอง
กิจกรรมพัฒนาระบบข้อต่อของร่างกาย  ประกอบด้วย  กล้ามเนื้อ  เอ็น  และข้อ   ทำให้เด็กรู้ตำแหน่งของร่างกาย  อัตราการเคลื่อนไหวในเรื่องของทิศทาง  ความเร็วในการเคลื่อนไหวแขน-ขา
         

เคลื่อนไหวประกอบจังหวะระดับปฐมวัย ลำปาง

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมเข้าจังหวะ กิจกรรมเข้าจังหวะ เป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะในรูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะหรือดนตรีที่นำมาประกอบ กิจกรรมเข้าจังหวะเป็นการออกกำลังกายวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ คือ มีร่างกายแข็งแรง มีบุคลิกที่ดี และเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ๑ การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ตามจังหวะ การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ตามจังหวะ เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนที่จากที่ใดที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น การก้มเงย การบิดลำตัว การเหวี่ยงแขนและขา เป็นต้น ตัวอย่างที่ ๑ จังหวะที่ ๑ ก้มศีรษะไปข้างหน้า จังหวะที่ ๒ ผงกศีรษะขึ้นตั้งตรง จังหวะที่ ๓ หงายศีรษะไปข้างหน้า จังหวะที่ ๔ ผงกศีรษะขึ้นตั้งตรง ตัวอย่างที่๒ จังหวะที่ ๑ ยืนตรงมือเท้าสะเอวเอียวศีรษะไปทางซ้ายมือ จังหวะที่ ๒ ยืนตรง มือเท้าสะเอว ศีรษะตั้งตรง จังหวะที ๓ ยืนตรง มือเท้าสะเอว เอียงศีรษะไปทางขวามือ จังหวะที่ ๔ ยืนตรง มือเท้าสะเอว ศีรษะตั้งตรง ตัวอย่างที่ ๓ จังหวะที่ ๑ แยกเท้าซ้ายไปทางซ้ายมือปลายนิ้วทั้งสองแตะไหล่ จังหวะที่ ๒ ชูแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ จังหวะที่ ๓ ลดมือทั้งสองข้างลงแตะไหล่ จังหวะที่ ๔ ดึงเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวาแขนทั้งสองแนบลำตัว ๒ การเคลื่อนที่ตามจังหวะ การเคลื่อนที่ตามจังหวะ เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายโดยที่ร่างกายเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตามจังหวะ เช่น การเดินตามจังหวะการกระโดดตามจังหวะ การก้าวลากชิด การควบม้า การวิ่งสลับเท้า นักเรียนฝึกเคลื่อนที่ให้เข้ากับจังหวะได้โดยเริ่มจากการเรียนรู้การเคลื่อนที่ ดังนี้ ๑) การเดินก้าวชิดก้าว เป็นการก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งไปข้างหน้าแล้วดึงเท้าอีกข้างหนึ่งเข้าไปชิดเท้าแรก ทิ้งน้ำหนักตัวไว้ที่เท้าหลัง ๒) การเดินก้าวลากชิด เป็นการก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งออกไปข้าง ๆ แล้วลากเท้าอีกข้างหนึ่งมาชิด ๓) การกระโดด เป็นการสปริงตัวขึ้นจากพื้นด้วยเท้าทั้งสองข้างแล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองข้าง ๔) การกระโดดเขย่ง เป็นการสปริงตัวขึ้นจากพื้นด้วยเท้าข้างใดข้างหนึ่ง แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าข้างเดิม ๕) การก้าวกระโดดเขย่ง เป็นการกระโดดด้วยเท้าข้างใดข้างหนึ่งเป็นหลัก เท้าอีกข้างหนึ่งงอเข่าไว้ให้พ้นจากพื้น แล้วกระโดดไปข้างหน้าจากนั้นให้เท้าที่งอเปลี่ยนมาเป็นเท้าหลักอีกครั้ง ทำสลับอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ๖) การวิ่งสลับเท้า เป็นการสปริงเท้าทั้งสองขึ้นพ้นพื้น พร้อมกับดึงเท้าที่อยู่ข้างหลังไปไว้ข้างหน้า ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าทั้งสองพร้อมกัน ทำสลับเท้าอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ๗) การวิ่งควบม้า เป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยให้ก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งนำ แล้วก้าวอีกเท้าหนึ่งไปชิดส้นเท้าหน้า ถ้าเท้าใดนำต้องนำตลอดและส้นเท้าไม่เปิด การเคลื่อนไหวตามเพลง เป็นการทำท่าทางประกอบเพลงทั้งในขณะอยู่กับที่และเคลื่อนที่ เช่น ปรบมือ โยกตัว เดิน วิ่ง กระโดด เป็นต้น การเคลื่อนไหวตามเพลงให้สวยงาม นักเรียนต้องฝึกฟังจังหวะแล้วจึงทำท่าทางให้เข้ากับจังหวะ ขอขอบคุณเนื้อหาจาก บริษัทอักษรเจริญทัศน์ จากหนังสือ แม่บทมาตรฐาน สุขศึกษาและพลศึกษา ป.๓ พิมพ์ครั้งที่ ๒